Feeds:
Posts
Comments

หลังจากหายไปนานเกือบๆ ห้าเดือนได้เนื่องจากว่าต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นทุกวัน ช่วงนี้ของญี่ปุ่นเรียกได้ว่าร้อนสุดก้อเป็นว่าได้ครับ

บางวันรู้สึกว่าร้อนกว่าอยู่เมืองไทยซะอีก เอาละมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เนื่องจากว่ามีอยู่วันหนึ่งนั้งรถไฟไปเที่ยว โทไดจิที่นารากับพี่แอนและพี่เหมียวครับ ก็เลยเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาของ USJ มันร้อนราคาหน้าร้อนครับ ปรกติค่าเข้าหนึ่งวันจะตกอยู่ที่ 5800 yen ครับ แต่ว่าในป้ายมันเขียนว่าช่วงหน้าร้อนลดเหลือ 4500 yen ครับ ไม่รอช้ารีบจัดแจงนัดเวลาเลย เพราะว่าอยากไปมานานแล้ว แต่ว่าพี่แอนเคยไปแล้วก็เลยไปกับพี่เหมียวแค่สองคน

ตื่นเช้าเก้าโมงนั้งรถไฟจากมหาลัยไปเปลี่ยนเป็น JR Osaka Loop line ที่ 鶴橋 ต่อจากนั้นก็นั้ง loop line ไปลงที่ ….. แล้วก็นั้งรถไฟต่อไปที่สถาณี USJ เลยครับ พอไปถึงก็ถึงเวลาไปซื้อตั๋วครับ แต่เด๋วก่อนในป้ายโฆษณาบอกว่าลดเหลือสี่พันห้า แต่ว่าพอมาถึงมันดันบอกว่าสี่พันห้าเนี้ยลดจริงครับ แต่ว่าต้องเข้าหลังสามโมงเย็น จะบ้าป่าวเค้าสามโมงเย็นแล้วจะเล่นอะไรทันได้ไง เล่นเครื่องนึงต่อแถวเกือบชั่วโมง ก็เลยต้องจำใจซื้อราคาเต็มๆ ไปเลยครับ

IMG_5177.JPG

มาถึงแล้วประกาศว่ามาเยียบแล้ว USJ

IMG_5181.JPG

สาวสวยแห่ง USJ

IMG_5182.JPG IMG_5183.JPG

Spider man อันนี้ต้องเล่นเลย

IMG_5187.JPG

Hot Dog เค้าก็อร่อยนะครับ

IMG_5194.JPG

Jaws แนะนำให้ไปดูมันตอนเย็นๆนะครับ จะได้บรรยากาศเหมือนจริงมาก

IMG_5219.JPG IMG_5220.JPG IMG_5221.JPG IMG_5222.JPG IMG_5228.JPG IMG_5232.JPG IMG_5236.JPG IMG_5245.JPG IMG_5247.JPG IMG_5249.JPG IMG_5254.JPG IMG_5256.JPG IMG_5257.JPG IMG_5266.JPG IMG_5268.JPG

ท้ายสุดนี้ขอบอกว่างานนี้คุ้มจริงๆ ครับอยู่จนได้ดูพาเรดตอนสองทุ่มครับ ขอบอกว่าสวยจริงๆ ขนาดผมเป็นคนไม่ค่อยดูการ์ตูนพวกนี้ยังดูแล้วเพลินเลยครับ

สำหรับใครถ้ามีโอกาสก็มาให้ได้นะครับ

วันนี้อากาศแจ่มใสไม่หนาวไม่ร้อนครับผมกับพี่ๆคนไทยที่ NAIST ก้อเลยวางแผนไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิกันครับ

สำหรับปราสาทฮิเมจินี้ตั้งอยู่ที่่เมืองโกเบครับ ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นเลยครับ

แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วยครับ

ออกเดินทางจากมหาลัยกันตอนเจ็ดโมงเช้าครับ ก็มาถึงสถานีฮิเมจิกันตอนประมาณสิบเอ็ดโมงกว่าๆ IMG_4805.JPG

ก็มาลงเอยกันที่ร้านนี้ครับ เป็นร้านประมาณว่าข้าวหน้าปลาดิบครับ ชื่อร้านว่าคาบูกิยะครับ

IMG_4809.JPG IMG_4806.JPG

และอีกภาพก็เป็นเมนูของผมครับ จำชื่อไม่ได้และ แต่ว่าเป็นหน้าของทะเลดิบๆ ล้วนๆ กินได้ทุกอย่างยกเว้นไอ้เหลืองๆ ที่อยู่บนใบไม้อ่ะครับ เค้าบอกว่ามันเป็นไข่เม่นทะเลครับ ผมว่ารสชาติิมันเหม็งๆ ยังไงไม่รู้ครับ

จากที่สถานีก็จะเป็นถนนเส้นยาวๆ แบบว่าเดินตรงมายาวๆ ก็จะเห็นตัวปราสาทอยู่ไกลๆ ครับ

IMG_4812.JPG IMG_4821.JPG

วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษครับ เพราะว่าเป็นวันอาทิตย์แล้วอากาศแจ่มใสครับ อีกทั้งซากูระกำลังบานคนก้อเลยมาฮานามิ (เทศกาลชมดอกไม้) กันเยอะเลยครับ

สำหรับปราสาทฮิเมจินั้นสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นปราสาทสำหรับทำการรพโดยเฉพาะ รอบๆ ปราสาทจะมีคูน้ำและกำแพงหินสูงล้อมรอบ อีกทั้งด้านในยังเป็นเหมือนเขาวงกตยากแกการเข้าถึงตัวปราสาท ประกอบกับตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐานหินที่สูงมากและตัวปราสาทมีความสูงถึงหกชั้นจึงเหมือนกับว่ามันเป็นป้อมปราการที่ใหญ่มาก สามารถมองเห็นได้ทั่ว

IMG_4902.JPG

IMG_4874.JPG

ถ้าใครมีโอกาศได้มาเที่ยวญี่ปุ่นในแถบโอซาก้า โกเบ ก็อย่าลืมมาเที่ยวปราสาทฮิเมจินะครับ รับรองว่าสวยครับยิ่งถ้ามาช่วงที่ซากูระกำลังบานยิ่งสวยครับ

ก่อนกลับเหลือบไปเห็นนินจา ฮาโตริ ยืนอยู่พอดีก็เลยขอถ่ายรูปไว้สักหน่อย

IMG_4892.JPG

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28/3/09) นัดแนะกับอาจารย์ภัทรว่าจะไปเที่ยวชมซากูระกันที่ Hiroshima

ตื่นมาตีห้าครึ่งเพราะว่าต้องขึ้นรถไฟเที่ยว 5.59 am ให้ทัน ต้องบวกเวลาเดินจากมหาลัยไปสถานีรถไฟอีกประมาณครึึ่งชม

ขอบอกว่าไม่อยากตื่นเลยครับ หนาวก็หนาว ในใจมันร้องบอกว่าไม่ต้องไปหรอกนอนสบายอยู่ในผ้าห่มดีกว่า

แต่แล้วก็แว่บขึ้นมาได้ว่า ถ้าไม่ไปครั้งนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ไปอีก เอาว่ะเป็นไงเป็นกัน

ไปถึงสถานี Gakkenkitaiko ตอน 5.58 am พอดีห้า 5.59 am ปุ๊บรถไฟมาทันทีเลยครับ มันตรงเวลาจริงๆ นี้ถ้าช้าไปแค่ครึ่งนาทีก็มีตกลงกันได้ครับ

จาก Gakkenkitaiko (Chuo line) ไปที่สถานี Hommachi (Midosuji line) เพื่อที่จะไปขึ้นรถ shinkansen ที่สถานี shin-osaka ครับ

หลังจากที่เรานั้งรถไฟมาหลายครั้งเริ่มไม่ค่อยกลัวหลงกับการนั้งรถไฟที่นี้แล้วครับ เพียงแต่ว่าควรจะศึกษาเส้นทางให้ดีก่อนออกมานะครับ ตัดสินใจไว้ก่อนว่าจะใช้เส้นทางไหน รถไฟมากี่โมง แค่นี้ก็จะทำให้ชีวิตสบายขึ้นเยอะเลยครับ

พอมาถึง Shin-Osaka ก็ต้องไปหาซื้อตั๋วรถ shinkansen เพื่อที่จะไป Hiroshima กานก่อนครับ

ที่สถานีมันจะมี counter ขายเฉพาะตัว shinkansen เลยครับ ก็ดูเบอร์รถที่เราจะไปแล้วก็ซื้อเลยครับ

สำหรับราคานั้นไม่แพงไม่ถูก แต่ผมว่าแพง ทำใจไม่ได้ :( ตั๋วขาไปนั้นอยู่ประมาณ เก้าพันกว่าเยน เอาเป็นว่าไปกลับก็ประมาณ เจ็ดพันกว่าบาทครับ แต่ว่าถ้าใครมีบัตรนักเรียนสามารถติดต่อที่มหาลัยได้นะครับ จะได้ส่วนลด น่าจะลดประมาณ 20% แต่ของผมบัตรนักเรียนยังไม่ออก เศร้าเลย

IMG_4518.JPG

ประตูทางเข้ามันจะมีสองชั้นครับ ชั้นแรกเสียบตั๋๋วเข้าไปก่อนหนึ่งใบ พอถึงชั้นที่สองให้เสียบสองใบเข้าพร้อมกันเลยครับ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกาน เจ้าหน้าที่เค้าบอกมาครับ

หลังจากเข้ามาข้างในแล้วก็เจออาจารย์ภัทรครับ รถที่เราจะไปคือสาย Hikari 549 ครับจุดหมายปลายทางอยู่ที่ฮิโรชิมานั้นเอง

IMG_4799.JPG

บรรยากาศภายในชินกันเซนนั้นก็เหมือนนั้งอยู่ในเครื่องบินเลยครับ เพียงแต่ว่าเสียงจะดังกว่านิดหน่อย ช่วงที่อยู่ในหุบเข้าแล้วออกมานั้นมีอากาศหูอื้อด้วย

นั้งชินกันเซนประมาณหนึ่งชม ก็มาต่อรถไฟต่อจนมาถึงสถานี Miyajima ครับ เพื่อที่จะมาขึ้นเรือเฟอรรี่ครับ จุมหมายแรกของเราก็คือไปดูซากูระ กับ วัดลอยน้ำครับ + กินหอยนางรมที่ขึ้นชื่อครับ

IMG_4531.JPG

วันนี้แดดกำลังดีครับ ไม่ร้อนไม่หนาวมากเกินไป เรามาถึงกันตอนเช้าน้ำมันยังขึ้นอยู่ครับ เพราะฉะนั้นประดู กับตัววัดนั้นเราก็จะเห็นมันอยู่ในน้ำครับ แต่พอเป็นช่วงตอนบ่ายๆ น้ำก็จะเริ่มลงครับ เค้าว่ากันว่าไอ้ตัวประตูกับวันเนี้ยไม่ได้เจาะเสาเข็มลงไป เพียงแต่ตั้งไว้เฉยเท่านั้น กันเวลาแผ่นดินไหวหรือเวลาพายุเข้าครับ จะทำให้มันไม่พังลงมาครับ

IMG_4537.JPG

(ประตู O-torii)

สำหรับซากูระนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะว่ามันกำลังบานเต็มที่เลยครับ เหมือนอยู่ในหุบเขาแห่งซากูระเลย

IMG_4621.JPG IMG_4595.JPG

ก่อนจะเข้าไปในวัดผมกับอาจารย์ภัทรตัดสินใจไปกินข้าวกันก่อน ก่อนที่คนมันจะเยอะตอนกลางวัน จะได้ไม่ต้องรอคิวนานครับ

ในซอยมีมีร้านอาหารมากมายให้เลือกครับ แต่ว่าจุดประสงค์ของเรางานนี้คือ หอยนางรมเท่านั้น เลยต้องมาร้านนี้เลยครับ เป็นร้านเด็ด

IMG_4629.JPG

(ร้าน Hayashi) ได้ข่าวว่าร้านนี้ดัง (เพิ่งได้ข่าวมาตอนเห็นคนต่อคิวเนี้ยแหละ ร้านอื่นนะคนโล่งๆ อิอิ)

IMG_4634.JPG IMG_4635.JPG IMG_4636.JPG

IMG_4643.JPG

หอยที่นี้เด็ดจริงๆครับ ตัวใหญ่ประมาณฝ่ามือคนได้ครับ แล้วก็สดๆทั้งนั้น เราสั่งหอยมาสองแบบครับ แบบย่างกะแบบกินสดๆ อาจารย์เค้าชอบแบบย่างครับ แต่ผมชอบแบบสดๆ ครับ ไว้ใครมาต้องมาลองให้ได้นะครับ

หลังจากที่เราเต็มพลังกันเสร็จแล้ว ก็ไปลุยกันที่ศาลเจ้าต่อ เดินมาถึงหน้าศาลเจ้าตกใจเลยครับ ผ่านมาแค่ไม่ถึงชั่วโมงน้ำลงไปเยอะเลยครับ เลยได้เห็นวัดแค่ปริมๆน้ำ

IMG_4652.JPG

วันนี้โชคดี มีคนมาแต่งงานที่นี้พอดีครับ เลือกได้เห็นบรรยากาศไปอีกแบบ

IMG_4673.JPG IMG_4693.JPG

IMG_4579.JPG IMG_4586.JPG

บ่ายแกๆ เราสองคนก็นั้งรถไฟกลับมาในตัวเมืองฮิโรชิมาครับ เพื่อที่จะกลับมาดู Atomic bomb museum

เราเลือกใช้บริการของรถรางที่นี้ครับ เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ยังหลงเหลือรถรางวิ่งอยู่ครับ

IMG_4723.JPG

และแล้วเราก็มาถึงครับ นี้ก็คือตึกที่ bomb ตกลงมาที่ตึกนี้ครับ แต่ว่ามันแตกก่อนจะถึงพื้นดินประมาณ หกร้อยเมตรครับ

ตึกนี้เป็นตึกเดียวที่เค้ายังเก็บเอาไว้ให้คนรุ่นหลังดูครับ

IMG_4729.JPG

และรูปต่อมานี้ก็เป็นอนุเสาวรีย์ของซาดาโกะครับ เธอป่ายเป็นลูคีเมียครับเพราะว่าโดนรังสีจากระเบิด เธอเชื่อว่าถ้าเกินพับน้องกระเรียนครบ 1000 ตัวเธอก็จะหายครับ

IMG_4753.JPG

รูปต่อมาเป็นอนุเสาวรีย์เหยื่อระเบิดปรามาณูครับ เค้าเก็บรายชื่อของคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั่้งนั้นไว้ในนี้ครับ

IMG_4764.JPG

หลังจากนั้นก็เข้ามาชมใน museum ครับมีภาษาไทยให้ฟังด้วยนะครับ

IMG_4769.JPG

นี้คือสภาพเมืองฮิโรชิมาก่อนที่จะโดนระเบิดครับ เห็นตึกที่หลังคาสีเขียวๆไหมครับ นั้นคือตึกที่เราเห็นซากในรูปแรกครับ

IMG_4777.JPG

และนี้คือภาพหลังจากที่โดนระเบิดแล้วครับ เค้าว่ากันว่าคนตายทันทีประมาณสามแสนคนเลยครับ

IMG_4779.JPG

ไม่เหลืออะไรเลยจริงๆครับ และข้างล่างคือรูปจริงๆที่เค้าถ่ายไว้ครับ

IMG_4783.JPG

สรุปว่าเที่ยวครั้งนี้คุ้มมากครับ ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีอีกครั้งนึงครับ กลับหอไปนี้สลบหลับยังเที่ยงเลยครับ

คงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในชีิตประจำวันของคนในตอนนี้ นั้นก็คือโทรศัพท์มือถือนั่นเอง หรือที่คนญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า けいたい

วันนี้ก็เป็นประสบการณ์ของผมสำหรับการไปซื้อโทรศัพท์มือถือครับ

ก่อนที่เราจะไปซื้อมือถือนั้น สิ่งที่เราจะต้องเตรืยมตัวนั้นก็คือ

1. สำรวจเพื่อนๆ ของเราว่าเค้าใช้บริการเครือข่ายใหนกาน

ที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีเครือข่ายใหญ่ๆ อยู่ 3 ค่าย

  • Docomo
  • Softbank
  • au

ทำไมถึงใหนสำรวจนั่น ก็เพราะว่าในแต่ละเครือข่ายจะมีช่วงเวลาที่โทรหากันได้ฟรีนั้นเอง

2. เตรียมเอกสาร

  • Passport
  • Student id card or payment slip
  • Alien card
  • Book bank and cash card (ATM card)

สำหรับคนที่เป็นนักเรียนนั้น ควรจะนำบัตรนักเรียนไปด้วย เพราะว่าอย่างของ Softbank ที่ผมสมัครนั้น ได้ลดราคาด้วยครับ

สมุดบัญชีต้องนำไปครับ เพราะว่าเค้าจะตัดเงินจากในบัญชีเรานั้นเองครับ

3. เงิน

อันนี้ก็แล้วแต่เลยครับ ราคามีให้เลือกมากมาย มีตั้งแต่ ฟรี ยัน หลายหมื่นเยน

ยกตัวอย่างของผมก็ประมาณ 20,000 yen ก้อไม่แพงมาก ยังไม่ถึงหมื่นบาทไทยเลย แถมได้โทรศัพท์   3G อีกตั้งหาก

4. ตัวช่วย

อันนี้ขอแนะนำว่าถ้าเอาเพื่อนญี่ปุ่นไปได้ ควรจะเอาไปด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะว่าถ้าไม่ใช่สาขาใหญ่จริงๆ เค้าไม่มีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษเลยครับ

IMG_4516.JPG IMG_4514.JPG IMG_4517.JPG

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคน พศ 2552 ผมยืนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมืพร้อมกับครอบครัวและเพื่อนๆที่มาส่ง ในใจยังรู้สึกหวิวว่านี่เรากำลังจะไปแล้วเหรอ ทุกครั้งที่ไปเมืองนอกจะรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ แต่คราวนี้รู้สึกแปลกไป คงเป็นเพราะว่าครั้งนี้ไปนานและคงมีอะไรอีกมากมายให้ต้องฟันฝ่า หลังจากบอกลาแล้วเดินหันหลังให้กับคนที่คุ้นเคย ผมสูดหายใจลึกๆแล้วบอกกับตัวเองว่า ไม่ว่าอะไรที่รอเราอยู่ข้างหน่าเราคงต้องเดินผ่านมันไปด้วยลำแข้งของตัวเองแล้วละ

D2 คือประตูสู่โลกใบใหม่ของผม โลกที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่ผมเคยรู้จัก。。。IMG_4471.JPG

ห้าทุ่มเศษ ๆ “แล้วเจอกานนะประเทศไทยที่รัก (แต่ว่ายังไ่ม่รู้เมื่อไหร่??)”

หกโมงครึ่ง เฮ้ยหนาวๆ หนาวได้ใจ ไม่่รู้ว่าหนาวใจหรือหนาวกาย เพราะว่าต่อจากนี้คือสิ่งที่ท้าทายเกือบที่สุดสำหรับคนต่างชาติ

นั้นก็คือการนั้งรถไฟในญี่ปุ่นนั้นเอง ภาระกิจของผมในวันนี้ไม่มีอะไรมากครับคือไปยังไงก็ได้ครับให้ถึงมหาลัย

เครื่องบินผมลงที่สนามบิน かんさい (คันไซ) เท่าที่ผมศึกษาเส้นทางมามหาลัยนั้นมีให้เลือกสี่เส้นทางครับ แต่ว่าทางที่ใกล้และประหยัด และง่ายที่สุดคือผมเลือกไปจาก

Kansai International Airport => Namba => Ikoma => Gakkenkitaiikoma

ลองนึกภาพว่าคนต่างชาติคนนึงที่อ่านภาษาญี่ปุ่นแต่แค่ ひらがな (Hiragana) แถมอ่านออกแต่แปลไม่ออกอีกต่างหาก พร้อมทั้งกระเป๋าเดินทางใบโต ขึ้นรถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นตอนเช้าของวันจันทร์ โอ้แม่เจ้า〜〜〜 :0 ถ้าใครนึกภาพไม่ออกลองคิดดูง่ายๆเหมือนกลับนั้งรถไฟใต้ดินเมืองไทยที่มีแค่ 2สายแต่ที่นี้มีไม่ต่ำกว่า 10 คืออย่างบ้านเราก๊สายไปหมอชิตสีฟ้า อีกสายก็สีเขียวอะไรประมาณนี้ แต่ที่นี้ครับดูแพลนรถไฟมันยังกะไปบุญถาวรเลือกสีทาบ้านยังไงยังงั้น

อีกทั้งใต้ดิน ก็ใต้ดินเหลือเกินลงไปกี่ชั้นก็ไม่รู้ เรื่องของความหนาแน่นของคนนี้ไม่ต้องพูดถึง สถานี้สยามว่าเยอะเจอที่นี้ตอนเช้าเป็นเครียดดด〜〜〜 แค่วันแรกมาก็ตื่นเต้นไม่รู้จะตื่นเต้นยังไง กลัวก็กลัวคิดดูนะถ้าหลงไปนี้คงเครียดอ่ะ

จากสนานบินมามหาลัยปกติจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งโดยใช้เส้นทางนี้ ผมล่อไปเกือบสามชั่วโมง ก็คนมันไม่อยากหลงทางนิหว่าเลยต้องถามให้ชัวๆกานหน่อย

IMG_4472.JPG IMG_4473.JPG IMG_4474.JPG

นัดรุ่นพี่ป.เอก (Yasutaga-san) ไว้ที่สถานี Gakkenkitaiikoma ไว้ตอนแปดโมง แต่ว่าผมมาถึงตอนเกือบสิบโมงไปซะและ เจอก็บ้าแล้วครับ เอาว่ะทำไงดีพี่หายไปไหนแล้ว ตู้ๆ ตู้โทรศัพท์ เอ้าเหรียญก็ไม่มีให้หยอดอีก โอ้โหโชคดีมีตู้กดน้ำอยู่ใกล้ ผมว่าญี่ปุ่นคงเป็นประเทศที่มีตู้ ตู้ เยอะที่สุดในโลกแล้วมั้ง

หยอดเท่าไหร่ที่นะ ลองสิบเยนก่อนแล้วกาน (ในใจเริ่มคำนวนครับ สิบเยนนิมันกี่บาทว่ะ => นิสัยคนไทยครับ!!) 

:0 คุยไปได้สามคำมันตัดตูซะแล้ววว ไรอ่านั้นตั้งสิบเยนเลยนะ เอ๊ะสิบเยนนี้มันกี่บาทกานแน่เนี้ย เก็ทเลยครับสามบาทบ้านเราเองนิหว่า มิน่าแมร่งให้ตูคุยแค่สามคำ

สรุปได้เรื่องว่ารุ่นพี่เค้ามาค่อยเราแล้วแต่ว่าเราไม่มาสักที่เค้าก็เลยกลับไปรอที่แล็บ รออยู่สักประมาณสิบนาทีพี่เค้าก็มา มากันสองคนครับ คนแรกคือ Yasutaka-san อีกคนนึงเป็นเพื่อนเค้าชื่อ Shin-san

โจ้ๆ ภาษาประกิดกานพักใหญ่ในใจก็เอาว่ะรอดตายแล้วงานนี้เพราะว่าทั้งสองคนดูใจดีมาก และพูดอังกฤษได้

เค้าก็อธิบายว่าเด๋วเค้าจะพาเราไปทำบัตรมนุษย์ต่างดาว (Alien card) แล้วต่อจากนั้นก็จะพาไปเปิดสมุทรบัญชี

ตอนไปทำบัตรมนุษย์ต่างดาวเนี้ย เราจะยังไม่ได้บัตรหรอกนะ แต่่ว่าเค้าจะออกใบให้มารับที่หลังแทน พร้อมกับกระดาษอีกสองใบ

ไว้ใช้เปิดสมุดบัญชีกับซื้อโทรศัพท์

ปรกติเท่าที่ผมอ่านจากบทความของเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ๆ ที่ไปญี่ปุ่นเค้าจะบอกว่าเวลาไปเปิดบัญชีต้องมี いんかん。(ตราประทับ)

เพื่อที่จะใช้แทนลายเซน แต่ในกรณีผมรุ่นพี่บอกว่าไม่ต้องใช้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกาน ก็ถือว่าโชคดีไปเสร็จภายในวันเดียว

iPhone on Rails

ช่วงนี้นั้งลงศึกษา iPhone อย่างจริงจังเพราะทนกระแสความแรงไว้ไม่อยู่

ก่อนอื่นก็ต้องไปนั้งศึกษา Objective-C กานสักพักนึง ( เด๋วไว้วางๆจะมากเขียน Objective-C tutorial)

วันนั้นนั้งฟัง podcast ที่ rails envy podcast #66 เห้็นว่ามีคนทำ library ของ iPhone ออกมาเพื่อที่จะใช้ต่อกับ Rails application

เจ้าตัวนี้มันมีชื่อว่า ObjectiveResource ครับ (เข้าไปดาวโหลดกันได้ที่นี้ครับ iPhone on Rails )

เจ้าตัวนี้มันทำงานยังไง?

- ก่อนอื่นเลยเราจะต้องมี (Restful) web service ที่ provided ข้อมูลที่เราต้องการไว้ ไม่ว่าจะเป็นใรูปของ XML หรือ JSON

- จากนั้นตัว lib ที่เราโหลดไปใส่ไว้ในโปรเจคของไอโฟน จะทำหน้าที่สร้าง connection และทำการ อ่านข้อมูลจาก XML หรือ JSON

หลังจากที่ลองใช้ดูแล้ว ผมว่าเจ้า library ตัวนี้ใช้ได้ดีทีเด๋วเลยแต่่ว่ามันสร้างมาเฉพาะกับ app ที่ทำการ route แบบ rest เท่านั้น

ถ้า app ของเราทำการ route แบบ default แล้วละก็ เราก็คงจะต้อง modify ตัว library เอาเองครับ ( ไม่มีอะไรซับซอนมากครับ ผมลองโมดูแล้ว )

One Sweet Day @ Taco

  WakeBoard_169 WakeBoard_183    

1. เหนื่อยๆ ขอพักหน่อย

2. ขอเป็นนางแบบสักวัน

WakeBoard_285   WakeBoard_39

3. ได้เวลาวางมือ

4. ยังมันส์อยู่

WakeBoard_302WakeBoard_229   

5. อีกคนเพิ่งกลับมาเมืองไทย

6. อีกหนึ่งกำลังจะจากเมืองไทย

WakeBoard_297WakeBoard_6

ช่วงเวลาดีของคนสองคน เราก็ควรที่จะเก็บมันเอาไว้ในความทรงจำตลอดไป

และแล้วในที่สุดใบสถานภาพการพำนัก(CoE) ก็ส่งมาถึง หลังจากที่รอมาประมาณเดือนกว่าๆ

ที่นี้ก็มาถึงขั้นตอนของการทำวีซ่าครับ มาดูกันเลยว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

เนื่องจากวีซ่าที่ขอสำหรับเดินทางเข้าญี่ปุ่นมีหลายประเภท แต่สำหรับของผมเป็นประเภทที่ได้ใบสถานภาพการพำนักครับ

No. 9 ระเบียบการขอวีซ่าสำหรับผู้ที่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก

   1. หนังสือเดินทางที่ไม่มีตราประทับมากกว่า 2 หน้าขึ้นไป หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่า กรุณานำมาแสดงด้วย

   2. ใบคำร้องขอวีซ่า PDF 1ใบ

   3. รูปถ่าย (ขนาด 2 x 2 นิ้ว สีหรือขาวดำ ที่มีพื้นหลังเป็นสีอ่อน ไม่มีลวดลาย ไม่มีการแต่งภาพถ่าย จะต้องเป็นรูปถ่ายที่ชัดเจนและถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน) 1ใบ

   4. แบบสอบถามเพื่อการยื่นขอวีซ่า ภาษาอังกฤษ PDF ภาษาไทย PDF

   (กรุณากรอกโดยเลือกตามวัตถุประสงค์ที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และลงลายเซ็นตามหนังสือเดินทาง) 1ใบ

   5. ใบรับรองสถานภาพการพำนัก (ไซริวชิคาคุนินเทโชเมโชะ) ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด

   6. ทะเบียนบ้าน ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด

   7. ผู้ที่เดินทางเป็นครั้งแรก หากเคยเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล หรือผู้ที่ได้เปลี่ยนชื่อตัวหรือสกุล หลังจากเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ให้เตรียมเอกสารแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล เช่น ใบเปลี่ยนชื่อตัว-สกุล, ใบสำคัญการสมรส, ใบสำคัญการหย่า ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด

update 10/02/09 Thai-Japan emb

วิธีการกรอกใบคำร้องของวีซ่าครับ ที่นี่
สำหรับค่าทำเนียมนั้น 900บาท สำหรับวีซ่าทั่่วไปครับ
ผมไปถึงสภานทูตญี่ปุ่นประมณบ่ายโมง เห็นเพื่อนๆร่วมชะตากรรมกันอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กมัธยม ไปจนถึงคนที่ผมเรียกว่าอาม่าก็มาทำวีซ่ากัน ขั้นตอนั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ เพียงแค่เดินเข้าไปกดบัตรคิว แล้วก็รอเค้าเรียกหมายเรียก เตรียมเอกสารเราให้เรียบร้อย
หลังจากยื่นคำขอวีซ่าเสร็จแล้ว เค้าก็จะนัดเรามาฟังผมในอีกสองวันข้างหน้าครับ ที่นี่ก็มาลุ้นกันต่อในอีกสองวันว่าจะได้วีซ่าไหม

1. Go to => iPhone dev center

2. get your account

3. Download an iPhone SDK (about 1.7 gb)

4. Install iPhone SDK.

5. Open Xcode.

  • In this step your startup page of your Xcode will change it to something like this

_Users_macintosh_Desktop_xcode-startup.jpg

Now you’ll be ready to go….

Next I will tutorial you a little app in iPhone. you can also see a lot of example from iPhone dev center

หลังจากปั่นงานอยู่เต็มๆ อาทิตย์กว่า เพราะว่าเหลืออีกแค่เดือนเดียวก็ต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นแล้ว เลยเว้นช่วงจากภาคแรกซะนานเลย จริงๆเวลาว่างวันเสาร์อาทิตย์ก็มีแหละครับ แต่ว่าใช้หมดไปกับการเรียนภาษาแล้วก็เล่น wakeskate

ผมว่าผมคงติดกีฬานี้อย่างหัวปักหัวปลำกันเลยทีเดียว เพราะว่าสองเดือนที่ผ่านมา ไม่เคยไม่มีที่อาทิตย์ไหนเลยที่จะไม่จบวันด้วยการเล่นเวค ถึงขนาดซื้อชุด ซื้อบอร์ดเรียบร้อยเลย รู้ทั้งรู้ว่าเด๋วก็คงจะไม่ได้เล่นไปอีกนาน (เลยต้องรีบๆเล่น) หลังจากที่ผมเล่นกีฬานี้ ทำให้ได้อะไรมาหลายอย่างเลยครับ ถ้าเพื่อนๆสนใจไปลองดูได้นะครับ ถ้าที่ใกล้ที่สุดก็บึงตะโก้ บางนา ครับ ประมาณ กม13

มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า จากคราวที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ว่าทำยังไงถึงจะให้ได้ไปเรียนญี่ปุ่น ขอบอกว่ามันมีหลายวิธีมากครับ ผมจำลองยกตัวอย่างคราวๆนะครับ

1. สอบชิงทุนจากประเทศไทย

  • เป็นที่รู้กันว่าการสอบชิงทุนจากเมืองไทยไปนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายมากสำหรับคนเรียนระดับกลางๆอย่างผม เพราะว่ามีหลายๆอย่างที่เป็นข้อจำกัด และอีกทั้งยังมีการแข่งขันที่สุงอีกเป็นต้น แต่่ว่าถ้าใครไปญี่ปุ่นด้วยวิธีการนี้แล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นอยู่ที่นู้นเลยครับ เพราะว่ากว่าจะสอบได้ก็ไม่หมูแล้ว เค้าจึงตอบแทนเราด้วยทุนต่างๆ แล้วค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือน ทำให้เราไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก

2. สมัครกับสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นในบ้านเรา

  • สำหรับอันนี้ก็มีหลายโปรแกรม เท่าที่ผมพอจะทราบมาก็คือ เราสมัครไปเพื่อที่จะเรียนภาษาก่อนอย่างน้อยหนึ่งปี หลังจากนั้นเราก็จะพอมีความรู้พอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ครับ ส่วนใหญ่ถ้าไปญี่ปุ่นด้วยวิธีนี้จะเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

3. สมัครโดยตรงกับอาจารย์ที่ญี่ปุ่น

  • สำหรับวิธีนี้อาจจะไม่ค่อยจะเป็นที่นิยมในหมู่เราชาวไทย แต่ว่าก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้เราไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ครับ และตัวผมเองก็เลือกวิธีนี้เหมือนกัน… เป็นที่รู้กันดีว่าในระดับของการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น ส่วนมากสังคมของเค้าจะอยู่กันเป็นห้องแล็บแยกกันตามงานวิจัย เพราะฉะนัน้ค้นเลยครับ ในอินเตอร์เน็ตว่าเราชอบมหาลัยไหน แล็ปไหน อาจารย์เจ้าของแล็ปชื่ออะไร แล้วเมลไปคุยกับเค้าเลยครับ อาจจะยากหน่อยแต่ถ้าเรามีผลงานเข้าตาก็อาจจะได้ไปเรียนได้ไม่ยากครับ ตัวผมเองนั้นโชคดีที่ว่ามีอาจารย์จบมาจากที่ญี่ปุ่นเลยให้อาจารย์ช่วยคุยให้ครับ

อาจจะยังมีวิธีอื่นอีกที่ผมไม่รู้นะครับ แต่่ว่าอันนี้ถือว่าเป็นวิธีส่วนใหญ่แล้วกันนะครับ ใครมีข้อมูลเอามาแชร์กันได้นะครับ

ปล. อาทิตย์หน้าใบสถานพำนักจะส่งมาถึงที่บ้านและ และเราก็จะไปทำ วีซ่ากัน เพราะฉะนั้นผมจะมาแชร์ประสบการณ์เรื่องการทำวีซ่ากันนะครับ :)

Older Posts »